ความเชื่อที่มีมานานของชาวพุทธอย่างหนึ่งคือเรื่องกรรม
เป็นสิ่งปลูกฝังอันหนาแน่นว่าชีวิตมนุษย์ผูกติดอยู่กับกรรม เช่นในบทสวดมนต์ก็มีคำที่ว่า
เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
จะพ้นจากกรรมไปไม่ได้ คือทำอะไรลงไปจะได้รับผลแห่งการกระทำนั้นย้อนกลับมาเข้าตัวเอง
เช่นว่า เอาหอกไปแทงเขาเดี๋ยวชาติหน้าหรือเวลาต่อ ๆ ไป ก็ต้องถูกเอาหอกแทงคืน
เหมือนการเรียกเก็บกรรมแบบเงินกู้ หรือถ้าว่าเราทำกรรมดี เช่น ไปทำบุญทำทาน
บริจาคเงินทองข้าวของ
ผลกรรม(กรณีนี้มักว่าผลบุญ)ก็จะทำให้ได้ทรัพย์สินเพิ่มพูนขึ้น
ฐานะมั่งคั่งมั่นคงขึ้นไปกว่าเก่า
หากจะมองเรื่องกรรมให้เป็นวิทยาศาสตร์ก็เป็นหลักของแรงตามกฎนิวตันคือ
แรงกิริยา = แรงปฏิกิริยา (action = reaction) เอามาเปรียบเทียบกันได้ในเรื่องกรรม
ว่า เราทำอะไรไปเท่าไร สิ่งที่สะท้อนกลับมาก็จะมีค่าเท่ากัน เช่นเอามือไปตบหน้าเขา
แรงกระทำจากมือที่ถูกแก้มก็สะท้อนกลับมาที่มือเท่ากันแก้มรับแรงกระทบเท่าไรก็จะย้อนกลับไปที่มือเท่านั้น
เราจะจำกัดความของกรรมกันไว้เท่านี้เป็นยุติแล้วได้ไหม ?
คำตอบของท่านคงส่ายหัวว่าไม่ใช่เพียงเท่านี้แน่
เพราะคนที่โดนตบต้องเจ็บปวดและโกรธแค้น แล้วคนที่กระทำล่ะจะเป็นเช่นไร
อาจจะรู้สึกสะใจ พอใจ หรือเสียใจ นี่เป็นเรื่องของความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว
ทีนี้คนที่โดนตบอาจจะปลอบตัวเองได้ว่าสักวันหนึ่งคนที่ตบฉันจะต้องได้รับผลอันนี้บ้าง
คิดได้อย่างนั้นก็ไม่คิดจะตบคืน
อยากให้ท่านสังเกตว่ากรรมได้สร้างผลการกระทำอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
คือแทนที่จะตบหน้าเขาคืนสักทีหนึ่งให้เท่ากันก็ไม่ทำ
หรือจะเพราะด้วยอยากทำแต่ทำไม่ได้อาจเพราะคนตบเป็นครู ไปตบหน้าครูโดนไล่ออกจากโรงเรียนหรือเฆี่ยนหลังลายแน่
ผลการกระทำจะร้ายแรงไปกว่าเดิมก็ไม่จองเวร ก็เอากรรมมาปลอบตัวเองว่าสักวันกรรมจะตามทันคนที่ตบเรา
วันหนึ่งครูคนนั้นถูกผัวเมาเหล้าตบเอา
นักเรียนคนที่ตบก็ว่า “เห็นไหม กรรมตามทันแล้ว” คือครูรับผลแห่งการกระทำที่มาตบฉัน
ขอให้ดูว่าเข้าใจและเชื่อว่า “กรรม” เป็นอย่างนั้นหรือไม่
แต่ถ้าในความคิดครูบอกว่าที่ทำไปเพราะรักนักเรียนอยากให้นักเรียนได้ดีล่ะ
ครูสมควรได้รับผลของการกระทำนั้นในทางเดียวกันหรือ
หันไปถามกรรมก็ยิ้มแล้วส่ายหัวบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะรับกรรมเช่นนั้น เพราะครูหวังดีกับเด็ก
ๆ นะที่ตบไปอยากให้เด็กจำจะได้ไม่ทำผิด เหมือนกับแม่ตีลูก ๆ นั่นแหละ แม่จะได้รับผลกรรมถูกตีคืนได้อย่างไร
แม่มีเจตนาดีอยากให้ลูกได้ดีจึงตี ขอให้ดูอีกทีว่าพอเจตนามาเกี่ยวข้อง “กรรม”
เริ่มไม่ทำงานแล้ว
ไปดูอย่างคนฆ่าหมูในโรงฆ่าสัตว์
ต้องฆ่าหมูวันละสามสี่ตัว อย่างนี้ก็ว่าบาปกรรมหนาต้องโดนผลกรรมตามทันสักวันหนึ่ง เช่น
ตายไม่ดี ก่อนตายมีเสียงร้อง อู๊ด ๆ อย่างทรมานเหมือนหมูโดนเชีอด ก็เคยได้ยินมา
คนฆ่าหมูสมควรจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ต้องได้รับผลกรรมที่ฆ่าสัตว์หรือในเมื่อทำไปโดยหน้าที่
ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าหมู ขอให้ดูดี ๆ ว่าไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าหมูนี่เป็นไปได้อย่างไร
ก็เห็นอยู่ว่าเอามีดแทงคอ ค้อนทุบหัวผลั่ก ๆ นี่ไม่ได้เจตนาจะฆ่าหมูหรือ
ก็ต้องบอกว่าใช่ ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าหมู
มีแต่เจตนาที่จะเอาหมูมาขายให้คนได้จับจ่ายไปบริโภค ขอให้ดูให้ดี
คนฆ่าไม่ได้อาฆาตพยาบาทหมูตัวนั้นเลย หรือทำไปโดยหน้าที่
เหมือนกับตำรวจจับหมวกกันน็อคตามสี่แยกก็ไม่ได้มีเจตนาจะจับใคร
เขาก็จับไปโดยหน้าที่
ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นลูกหลานใครเพียงแต่เห็นผู้ขับขี่จักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกก็ต้องโบกเรียกมาปรับตามกฎหมายอะไรก็ว่าไป
การทำไปโดยหน้าที่อย่างสุจริตนั้นเวรกรรมจะตามมาห่ำหั่นได้หรือ
แล้วยุติธรรมหรือไม่สำหรับคนฆ่าหมูที่ต้องฆ่าหมูให้ท่านกินแล้วต้องรับกรรมอยู่เพียงผู้เดียว
คงเห็นแล้วว่ากรรมทำอะไรไม่ได้กับ 2 กรณีคือ ไม่มีเจตนา กับ ทำไปตามหน้าที่
เราจะเรียกได้ไหมว่าบุคคลที่ทำทุกอย่างไปตามนี้เป็นผู้อยู่เหนือกรรม
ก็ต้องบอกว่าได้เลย เพียงเท่านี้แหละไม่รับผลอะไร จากกรรมทั้งนั้น แต่ถ้ามีความคิดแว๊บเข้ามาเมื่อไรว่า
ตัวกูที่เป็นผู้กระทำนี่จะต้องได้รับผลกรรมแน่ เพราะทำอย่างนั้นมันบาปอย่างนู้น
ผิดอย่างนี้ โดยเอาหลักทางศีลธรรมอย่างอื่นมาว่า แม้จะทำไปตามหน้าที่ทางสังคมก็ตามแต่ในหลักศีลธรรมเป็นสิ่งผิด
นี่ก็เป็นความโง่ไปเองในการกลับเข้าไปผูกตัวเองไว้กับกรรม เพราะมีความเชื่ออันแน้นแฟ้นแล้วว่าอะไร
ๆ มันเป็นไปตามกรรม แล้วโยงเอาความทุกข์ต่าง ๆ
ในชีวิตมาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างนั้นอย่างนี้ แม้บางครั้งจะดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ตามแต่ก็โทษว่าเป็นเพราะทำกรรมอันใดอันหนึ่งไว้
คนที่ทุกข์ยากลำบากโดยมากก็จมอยู่ในทุกข์ไม่ยอมก้าวออกมา ด้วยยอมรับแต่ว่า
มันเป็นกรรมเก่า แล้วก็ทุกข์อยู่อย่างนั้นตลอดปี
ขอให้กลับไปสังเกตดูให้ดีว่าเนื้อแท้แล้วกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนกลัวเรื่องของการกระทำที่ไปเบียดเบียนผู้อื่นแล้วจะต้องได้รับการลงโทษจากผลกรรมที่ทำ
ทำให้คนไม่กล้าเบียดเบียนกัน เป็นเรื่องของระดับศีลธรรม แต่ผลในความเชื่อผิด ๆ ทางศีลธรรมก็เห็นกันอยู่ดังที่ได้ยกมาคือทำให้จมอยู่แต่ในกรรม
และไม่สามารถเข้าสู่ปัญญาที่แท้จริงได้ ขอให้ลองฟังกันอีชั้นหนึ่งว่า
“ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย
ไม่มีใครอยู่ที่นี่... แล้วทำไมจะต้องรับผลกรรม”
นี่คือคำกล่าวของท่านพุทธทาสที่ท่านได้เปิดทางปัญญาตามศาสนาพุทธอย่างเต็มส่วน
คือทำให้คนพ้นจาก “กรรม” ไปได้ ดูโดยหลักการง่าย ๆ เถอะว่า ถ้าไม่มี ”กู”ผู้ทำ แล้ว “กู”
ที่ไหนจะมารับผลแห่งกรรมนั้น
แล้วจะทำให้ ”กู” หรือ อัตตา ตัวรับผลกรรมสลายไป
ก็ต้องศึกษาตามวิธีอันละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปอีก ตั้งแต่เรื่องเบญจขันธ์
เรื่องอายตนะ หลักปฏิจสมุปบาท ไตรลักษณ์ และวิธีการทำให้รู้แจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป
เพื่อถึงจุดสูงสุดความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาคือเป็นผู้อยู่เหนือโลก
ไม่ต้องรับกรรมและไม่ต้องมีทุกข์อีกต่อไป .