ค้นความธรรม คำพุทธทาส : นิพพาน(1)
posted on 17 Jun 2009 06:18 by weerabhatหลาย ๆ ท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนคงเคยได้ยินคำว่า "นิพพาน" จนคุ้นหู เมื่อเป็นสิ่งที่ถูกอ้างว่า เป็นจุดสูงสุดของพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นรางวัลสำหรับการบรรลุธรรมระดับอรหันต์ตามบรมสมเด็จสัมมาสัมพุทธ
จินตนาการในสมมุติตามความเคยชินแล้ว บ่อยครั้งที่นิพพานถูกทำให้กลายเป็นคำนามกล่าวอ้างเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ถ้าคิดเอาอย่างหยาบบ้างก็ว่าอยู่บนฟ้าเป็นดั่งแดนสวรรค์ มีนางฟ้าเทวดา คอยบำรุงบำเรอกามคุณต่าง ๆ อย่างไม่จำกัด หรือคิดนึกอย่างละเอียดขึ้นมาหน่อยก็เป็นอย่างสวรรค์ชั้นอรูปพรหม จะไม่มีรูปแต่เสวยเอาอารมณ์ทิพย์ทั้งหลายเป็นที่พอใจชั่วกาลนาน
กระทั่งมีไม่น้อยเลย ที่เข้าใจไปว่านิพพานนั้นเป็นภาวะที่เข้าถึงได้ยาก เพราะเป็นสิ่งสูงสุดที่อยู่ไกลเกินวิสัยบุถุชนคนสามัญ เพราะจำฝังหัวต่อ ๆ กันมาว่าต้องเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วเป็นหมื่นชาติแสนชาติจึงจะได้บรรลุถึงนิพพาน ตั้งแต่วันเกิดตามบัตรประชาชนจนมรณาเข้าโลงศพนานโขอย่างนี้ก็แต่ชาติเดียว คงต้องรออีกหลายกัปจึงจะมีบุญญาวาสนาพอจะบรรลุนิพพานได้ พลันให้นึกสงสัยต่อไปไม่ได้ว่า ชาติที่เป็นอยู่นี้มันชาติที่เท่าไหร่แล้วหว่า
เมื่อนิพพานกลายเป็นสิ่งห่างเหินเกินจะจับต้องได้ในความเข้าใจส่วนมากของพุทธศาสนิกชน ก็ถึงเวลาต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่ ก่อนที่จะหันเหไปเอาสวนอีเดนเป็นที่หมายไปเสียก่อน ท่านพุทธทาสเทศน์เสียงดังฟังชัด "นิพพานกันที่นี่ และเดี๋ยวนี้" แม้เป็นเสียงที่ดูแข็งกร้าวและขัดหูหลายคน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีพลังในการบิดหน้าคนมามองพุทธศาสนาอย่างบริสุทธิ์ในความเป็นจริงมากขึ้นจนในกาลต่อมาท่านได้รับการยอมรับให้เป็นเสนาบดีแห่งกองทัพธรรมในยุคหลังกึ่งพุทธกาล เยี่ยงพระมหากัสสป ในครั้งพุทธกาล !
ต้องมาเข้าใจกันเสียก่อนว่า คำที่ใช้ในการเผยแพร่ธรรมะนั้นเป็นภาษาพูดธรรมดาที่ชาวบ้านครั้งสมัยพุทธกาลเขาใช้กันกล่นนี่เอง ไม่ได้เป็นคำที่ตั้งขึ้นมาใหม่หรือบัญญัติเฉพาะขึ้นมาแต่อย่างใด มิฉะนั้นแล้วคำสั่งสอนจะมีประโยชน์อะไรเมื่อมีแต่คำที่ไม่รู้ความหมาย แล้วผู้ฟังจะเอาไปใช้ หรือเห็นประโยชน์จนเกิดเลื่อมใสได้อย่างไรเมื่อมีแต่ศัพท์เทคนิคเหมือนฟังช่างซ่อมแอร์คุยกัน !
คำว่า "นิพพาน" ก็เช่นกัน เป็นคำวิเศษณ์ที่ยืมมาเพราะไม่มีคำเรียกภาวะสูงสุดนั้นมาแต่ก่อน จึงต้องยืมคำที่ใกล้เคียงความหมายในทางธรรมมาใช้ (แค่ใกล้เคียง)
ภาษาบาลี "นิพพาน" หมายถึง ไฟหรือของร้อนที่ดับหรือเย็นลง อย่างเช่น ไฟดับก็ว่าไฟนิพพาน ข้าวแกงร้อน ๆ กินไม่ได้ก็ต้องรอให้นิพพานก่อนจึงกินได้
คราวนี้ก็มีวิธีอยู่ว่าจะรอให้นิพพานเอง เช่นนั่งรอข้าวแกง หรือจะทำให้นิพพานด้วยการเอาน้ำสาดใส่ถ่านไฟอย่างนั้นก็ได้
ความหมายในทางพุทธการดับไปแห่งความร้อนก็คือการดับกิเลสตัณหาซึ่งเป็นเครื่องเผาลนจิตใจนั่นเอง ความอยากได้อยากมี อยากสวยอยากรวย อยากเก่งอยากดัง อยากมั่งมี อยากเป็นที่เชิดชูในหมู่สังคม อยากให้คนชมยกหูชูหาง เมื่อมันได้ขึ้นด้วยคำว่า "อยาก" แล้วมันก็ร้อนกันทั้งนั้น แล้วสิ่งที่จะไม่ตามมาเสียไม่ได้เลยก็คือ "ตัวกู" ผู้อยาก เพราะอากาศธาตุหรืออนุภาคใด ๆ มันไม่มีความอยากเหล่านี้ (แต่ยังไม่วายเปรียบเทียบเอาแบบ "บุคลาธิษฐาน" ว่าสิ่งใด ๆ มีความอยากจึงเป็นไปเช่นนั้น) พออยากนู้นนี่ก็แน่นอนว่ามันอยู่ไม่เป็น สงบไม่ได้แน่ จนบางทีไม่ได้อย่างอยากก็ไปกระโดดน้ำ กระโดดตึกบ้างหรือจะให้ทำงานการอย่างไม่มี "ตัวกู" มาทำก็ไม่ มันก็ล้วนมีตัวกูเป็นผู้ทำ ตัวกูเป็นผู้ได้คำชม พอเจอปัญหาหรือคำด่ามาขัดคานก็จะขุ่นหมองใจ อยู่ในภาวะร้อนทางวิญญาณเหมือน ๆ กัน
ดับร้อนเหล่านี้ได้ด้วย "วิชา" เมื่อไร ก็จะนิพพานคือเย็นลง จะนิพพานแป๊บ ๆ หรือนิพพานยาว ๆ หน่อย ก็นิพพานทั้งนั้น หรือจะนิพพานด้วยความรู้ หรือนิพพานอย่างธรรมชาติก็ถือเป็นอนิพพาน หากไม่อย่างนั้นมนุษย์ก็เป็นบ้าตายกันหมดแล้ว ในชีวิตประจำวัน จิตของมนุษย์ก็จะมีวิธีขจัดภาวะความคิดนึกความอยากออกไปได้ เป็นช่วงเวลาที่สงบจิตสงบใจระยะหนึ่ง แต่ก็เพียงหยุดคิดเท่านั้น ไม่ได้หยุดอยาก ซึ่งจะหยุดอยากอยุดยึดถือเอาอะไร ๆ ซึ่งเป็นของร้อนมากอดไว้กับ "ตัวกู" นั้นต้องใช้วิชาเข้าแก้
จากนิพพานสั้น ๆ ในชีวิตประจำวัน ก็เอามาขยายให้ยาวให้สูงขึ้น ก็จะส่งเสริมสัญชาตญาณอยากจะเย็นอยากจะดับร้อนให้เป็นประจำ นี่แหละที่บอกว่า "นิพพานกันที่นี่ และเดี๋ยวนี้" นิพพานอยู่กับเราทุกวันอยู่แล้ว และไม่ได้หมายถึงเมืองแก้ววิมานอะไรอย่างที่กล่าวแบบบุคลาธิษฐาน ซึ่งเข้าใจกันมาตามความคิดนึกแบบ "อยาก ๆ" อยู่ ไม่ยอมออกจากกิเลสหรือกองไฟอันเป็นเครื่องเผาลนให้เต้นเร่า ๆ ทุกวี่วัน
เลิกอยากนั่นแหละเลิกทุกข์ร้อน เลิกอยากนั่นแหละ นิพพาน.