หลาย ๆ ท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนคงเคยได้ยินคำว่า "นิพพาน" จนคุ้นหู เมื่อเป็นสิ่งที่ถูกอ้างว่า เป็นจุดสูงสุดของพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นรางวัลสำหรับการบรรลุธรรมระดับอรหันต์ตามบรมสมเด็จสัมมาสัมพุทธ

จินตนาการในสมมุติตามความเคยชินแล้ว บ่อยครั้งที่นิพพานถูกทำให้กลายเป็นคำนามกล่าวอ้างเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ถ้าคิดเอาอย่างหยาบบ้างก็ว่าอยู่บนฟ้าเป็นดั่งแดนสวรรค์ มีนางฟ้าเทวดา คอยบำรุงบำเรอกามคุณต่าง ๆ อย่างไม่จำกัด หรือคิดนึกอย่างละเอียดขึ้นมาหน่อยก็เป็นอย่างสวรรค์ชั้นอรูปพรหม จะไม่มีรูปแต่เสวยเอาอารมณ์ทิพย์ทั้งหลายเป็นที่พอใจชั่วกาลนาน

กระทั่งมีไม่น้อยเลย ที่เข้าใจไปว่านิพพานนั้นเป็นภาวะที่เข้าถึงได้ยาก เพราะเป็นสิ่งสูงสุดที่อยู่ไกลเกินวิสัยบุถุชนคนสามัญ เพราะจำฝังหัวต่อ ๆ กันมาว่าต้องเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วเป็นหมื่นชาติแสนชาติจึงจะได้บรรลุถึงนิพพาน ตั้งแต่วันเกิดตามบัตรประชาชนจนมรณาเข้าโลงศพนานโขอย่างนี้ก็แต่ชาติเดียว คงต้องรออีกหลายกัปจึงจะมีบุญญาวาสนาพอจะบรรลุนิพพานได้ พลันให้นึกสงสัยต่อไปไม่ได้ว่า ชาติที่เป็นอยู่นี้มันชาติที่เท่าไหร่แล้วหว่า

เมื่อนิพพานกลายเป็นสิ่งห่างเหินเกินจะจับต้องได้ในความเข้าใจส่วนมากของพุทธศาสนิกชน ก็ถึงเวลาต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่ ก่อนที่จะหันเหไปเอาสวนอีเดนเป็นที่หมายไปเสียก่อน ท่านพุทธทาสเทศน์เสียงดังฟังชัด "นิพพานกันที่นี่ และเดี๋ยวนี้" แม้เป็นเสียงที่ดูแข็งกร้าวและขัดหูหลายคน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีพลังในการบิดหน้าคนมามองพุทธศาสนาอย่างบริสุทธิ์ในความเป็นจริงมากขึ้นจนในกาลต่อมาท่านได้รับการยอมรับให้เป็นเสนาบดีแห่งกองทัพธรรมในยุคหลังกึ่งพุทธกาล เยี่ยงพระมหากัสสป ในครั้งพุทธกาล !

ต้องมาเข้าใจกันเสียก่อนว่า คำที่ใช้ในการเผยแพร่ธรรมะนั้นเป็นภาษาพูดธรรมดาที่ชาวบ้านครั้งสมัยพุทธกาลเขาใช้กันกล่นนี่เอง ไม่ได้เป็นคำที่ตั้งขึ้นมาใหม่หรือบัญญัติเฉพาะขึ้นมาแต่อย่างใด มิฉะนั้นแล้วคำสั่งสอนจะมีประโยชน์อะไรเมื่อมีแต่คำที่ไม่รู้ความหมาย แล้วผู้ฟังจะเอาไปใช้ หรือเห็นประโยชน์จนเกิดเลื่อมใสได้อย่างไรเมื่อมีแต่ศัพท์เทคนิคเหมือนฟังช่างซ่อมแอร์คุยกัน !

คำว่า "นิพพาน" ก็เช่นกัน เป็นคำวิเศษณ์ที่ยืมมาเพราะไม่มีคำเรียกภาวะสูงสุดนั้นมาแต่ก่อน จึงต้องยืมคำที่ใกล้เคียงความหมายในทางธรรมมาใช้ (แค่ใกล้เคียง)

ภาษาบาลี "นิพพาน" หมายถึง ไฟหรือของร้อนที่ดับหรือเย็นลง อย่างเช่น ไฟดับก็ว่าไฟนิพพาน ข้าวแกงร้อน ๆ กินไม่ได้ก็ต้องรอให้นิพพานก่อนจึงกินได้

คราวนี้ก็มีวิธีอยู่ว่าจะรอให้นิพพานเอง เช่นนั่งรอข้าวแกง หรือจะทำให้นิพพานด้วยการเอาน้ำสาดใส่ถ่านไฟอย่างนั้นก็ได้

ความหมายในทางพุทธการดับไปแห่งความร้อนก็คือการดับกิเลสตัณหาซึ่งเป็นเครื่องเผาลนจิตใจนั่นเอง ความอยากได้อยากมี อยากสวยอยากรวย อยากเก่งอยากดัง อยากมั่งมี อยากเป็นที่เชิดชูในหมู่สังคม อยากให้คนชมยกหูชูหาง เมื่อมันได้ขึ้นด้วยคำว่า "อยาก" แล้วมันก็ร้อนกันทั้งนั้น แล้วสิ่งที่จะไม่ตามมาเสียไม่ได้เลยก็คือ "ตัวกู" ผู้อยาก เพราะอากาศธาตุหรืออนุภาคใด ๆ มันไม่มีความอยากเหล่านี้ (แต่ยังไม่วายเปรียบเทียบเอาแบบ "บุคลาธิษฐาน" ว่าสิ่งใด ๆ มีความอยากจึงเป็นไปเช่นนั้น) พออยากนู้นนี่ก็แน่นอนว่ามันอยู่ไม่เป็น สงบไม่ได้แน่ จนบางทีไม่ได้อย่างอยากก็ไปกระโดดน้ำ กระโดดตึกบ้างหรือจะให้ทำงานการอย่างไม่มี "ตัวกู" มาทำก็ไม่ มันก็ล้วนมีตัวกูเป็นผู้ทำ ตัวกูเป็นผู้ได้คำชม พอเจอปัญหาหรือคำด่ามาขัดคานก็จะขุ่นหมองใจ อยู่ในภาวะร้อนทางวิญญาณเหมือน ๆ กัน

ดับร้อนเหล่านี้ได้ด้วย "วิชา" เมื่อไร ก็จะนิพพานคือเย็นลง จะนิพพานแป๊บ ๆ หรือนิพพานยาว ๆ หน่อย ก็นิพพานทั้งนั้น หรือจะนิพพานด้วยความรู้ หรือนิพพานอย่างธรรมชาติก็ถือเป็นอนิพพาน หากไม่อย่างนั้นมนุษย์ก็เป็นบ้าตายกันหมดแล้ว ในชีวิตประจำวัน จิตของมนุษย์ก็จะมีวิธีขจัดภาวะความคิดนึกความอยากออกไปได้ เป็นช่วงเวลาที่สงบจิตสงบใจระยะหนึ่ง แต่ก็เพียงหยุดคิดเท่านั้น ไม่ได้หยุดอยาก ซึ่งจะหยุดอยากอยุดยึดถือเอาอะไร ๆ ซึ่งเป็นของร้อนมากอดไว้กับ "ตัวกู" นั้นต้องใช้วิชาเข้าแก้

จากนิพพานสั้น ๆ ในชีวิตประจำวัน ก็เอามาขยายให้ยาวให้สูงขึ้น ก็จะส่งเสริมสัญชาตญาณอยากจะเย็นอยากจะดับร้อนให้เป็นประจำ นี่แหละที่บอกว่า "นิพพานกันที่นี่ และเดี๋ยวนี้" นิพพานอยู่กับเราทุกวันอยู่แล้ว และไม่ได้หมายถึงเมืองแก้ววิมานอะไรอย่างที่กล่าวแบบบุคลาธิษฐาน ซึ่งเข้าใจกันมาตามความคิดนึกแบบ "อยาก ๆ" อยู่ ไม่ยอมออกจากกิเลสหรือกองไฟอันเป็นเครื่องเผาลนให้เต้นเร่า ๆ ทุกวี่วัน

เลิกอยากนั่นแหละเลิกทุกข์ร้อน เลิกอยากนั่นแหละ นิพพาน.

ลืม

posted on 04 Mar 2009 03:44 by weerabhat
    ฉันเป็นใคร ...  เป็นอะไร เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ใช่ไหม ฉันมีพ่อมีแม่ มีคนที่รักฉัน ฉันเคยรักเขาไหม วันนี้ฉันเป็นอะไร ฉันเหนื่อยล้าเกินไปหรือสับสนเกินไป เพราะอะไร ฉันกำลังใคว่ขว้าหาอะไร นาย นายบุ๊ค ใคร ๆ เรียกแกอย่างนั้น แกทำอะไรไปบ้าง ตอนนี้แกอายุ 21 ปี แกเรียนอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อน ๆ อาจารย์เป็นยังไงบ้าง พวกเขาดีกับนาย ใช่ไหม นายเคยให้อะไรเขาบ้างไหม นายเรียกร้องใช่ไหม ไม่ต้องมาทำปวดหัว นายให้เขาแล้ว เขาจะรู้สึกยังไง นายไม่มีสิทธิ์หรอก นายทำไปเถอะ ชีวิตของนายกว่าจะมาถึงตรงนี้ มันแขวนไว้บนเส้นด้ายเล็ก นายเกือบจะจบชีวิตลงที่หุบเหว แต่ไม่ ...นายมีคนคอยช่วยเหลือ พ่อ แม่ ยังพยายามดูแลแกสุดกำลัง
    นายจำได้ไหมว่าเวลานี้ปีก่อน นายทำอะไร นายกำลังนั่งอยู่ที่ร้านซักผ้า ด้วยจิตใจขมุกขมัวแบบไหนกัน นายซึ้งกับธรรมะจนเข้าเส้น อุปโลกว่าตัวเองบรรลุโสดาบันเสียแล้ว ดูตอนนี้สิชีวิตนายเป็นยังไง ก็ยังเป็นเหมือนเมื่อวาน มีทุกข์บ้างสุขบ้าง แต่แกไม่ทุกข์มากมายอะไรหรอก ไม่มีอะไรให้ต้องคิด นายลืมแล้วหรอว่าที่นี่เป็นที่ที่บรรยากาศดี นายใฝ่ฝันที่จะได้พักที่นี่เพื่อเขียนหนังสือเงียบ ๆ นั่งจิบสุราอ่านหนังสือที่ระเบียงยามบ่าย ดูเป็นชีวิตที่เปี่ยมสุขนายว่าไหม งานการอะไรไม่หนักหนาสากรรจ์เท่าไหร่เลย นายผ่านมันมามากแล้ว จนทำให้หลาย ๆ อย่างกลายเป็นขี้ผง นายกำลังถามหาคนรักอยู่ใช่ไหม นายเคยรักและเอาใจใส่ใครจริง ๆ ไหม ไม่ต้องไปหาคนรักไกล นายมีเพื่อนที่ดี นายอย่าหลงลืมเขาไปสิ
    นายจำแปลผักเล็ก ๆ ที่ระเบียงได้ไหม นายมีความสุขที่ได้เฝ้าดูแปลงผัก จำหน้าร้านซักรีดได้ไหม อ.อาร์ตนั่งกินเบียร์กันแทบทุกวัน นายรู้อะไรเกี่ยวกับอาจารย์มากมาย มันทำให้แกเข้าใจอาจารย์ดีขึ้นไหม คนมากมายที่ผ่านเข้ามาหยิบยื่นไมตรี เขาดีกับนายทั้งนั้น นายลืมรึยัง พวกเขาไม่ลืมนายและอาจรอคอยให้เจอกันในวันข้างหน้าเพื่อจะได้สังสรรกันอีกสักครั้ง
    ฤดูร้อนเป็นฤดูที่นายผ่านอะไรมามากมาย ก่อนหน้านั้น แม่ช่วยจากการต้องออกจากโรงเรียนโดยที่ไม่มีวุฒิ ม.6 ติดตัวเลย นายเหลวเป็นโจ๊ก ดูตอนนี้สิ น่ายินดีกว่าไหม ที่ได้มีที่เรียนที่นายทำในสิ่งที่อยากทำได้ นายอยากจะทำอะไรอีก นายอยากจะไปเที่ยวทะเลใช่ไหม นายอาจจะได้ไปนะ ถ้าแม่ให้เงิน นายใช้เงินเปลืองในระดับที่พอรับได้นะ ที่บ้านเรามีบ้านใหม่ในตลาดแล้ว ต้องไปช่วยดูแล ห้องซ้อมของบ้านเรากำลังจะเสร็จละ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่คิดฝันเลย ดีออกจะตายไปใช่ไหม เมื่อก่อนนายกลับจากโรงเรียนตอนสี่ห้าโมง นั่งตีกลองเสียงดังเป็นชั่วโมง นายจำน้าโรจน์ได้ไหม แกสอนและให้แกเป็นนักดนตรีอาชีพ จำวงคูได้ไหม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในทางดนตรี บางทีถ้านายเล่นดนตรี นายควรคิดถึงเพลงเก่า ๆ บ้าง
    นายรู้สึกว่างเปล่าไหม เหมือนตอนที่อยู่ร้อยศิลป์ นายเป็นหนุ่มลูกทุ่งที่โหด เห้ว ฮา มีพี่ ๆ มากมายที่บ้าระห่ำอย่างกับยากูซ่า นายจำพวกเขาได้ไหม จำหน้าเวทีหมอลำได้ไหม นายกำลังทำอะไรบุ๊คตอนนี้ นายแค่เบื่อกับสิ่งจำแจ แกจะทนได้ไหม ถ้าแกต้องอยู่อย่างนี้ไปตลอด อย่ากังวลใจไป อีกหน่อยนายก็ต้องไปเที่ยวท่องไปตามใจอยาก นายอยากมีผลงานเขียนออกมาให้คนได้อ่านอีกไหม แกมีงานเขียนพอสมควร อยากเขียนนิยายสักเรื่องใช่ไหม แกมีเวลา นั่งเขียนพลอตเรื่องสิ แล้วเราค่อยมาเขียนนิยายกัน

บ้านนอก

posted on 27 Feb 2009 07:43 by weerabhat
เคยปีนต้นไม้เพื่อหาสัญญาณคลื่นโทรศัพท์ไหมครับ...
    หลายคนคงจะส่ายหัว เพราะไม่เคยสัมผัสบรรยากาศความกันดารแบบ "บ้านนอก" ผมก็คนหนึ่งที่ชีวิตในวัยเด็กคุ้นชินกับทุ่งนา ป่าโคก ห้วยน้ำลำธาร และเจ้าควายนอนแช่ปลัก กับเจ้าวัวแทะเล็มหญ้าใต้ต้นยาง นึกภาพในวัยเด็กแล้ว ผมนึกนึงนี่แหละที่เรียกได้ว่า "บ้านนอกเต็ม ๆ ขั้น" ถ้าป่านนี้ยังไม่ทำตัวกระแดะเป็นคนเมืองบ้างอาจได้เป็นถึง "บ้านนอกวิชาชีพระดับ 7" แล้วก็เป็นได้
    วันเวลาพาผมเข้ามาสู่เมือง มาสู่สถานศึกษาอันเจริญรุ่งเรือง ความคิดถึงบ้านนอกแวบผ่านเข้ามาในความคิด หลายครั้งที่ผมคิดถึง แต่เปล่าเลย ผมไม่ได้เบื่อคนหลอกลวงในเมืองใหญ่หรืออกหักช้ำรักจากแม่สาวทันสมัยอะไรทั้งนั้น และผมก็ไม่ได้อยากกลับไปเสียด้วยซ้ำ ผมก็แค่คิดถึง ...บรรยากาศของมัน กลิ่นอาย และผู้คนที่นั่น ความคิดเชิงเรื่อยเปื่อยของผมทำงานกับ "บ้านนอก" อีกครั้ง
    หรือบ้านนอกเป็นแค่การเปรียบเทียบระหว่างระยะทางจากส่วนกลาง ถ้าอย่างนั้นบ้านนอกก็คงมีอยู่ตลอดไปไม่ลบเลือนหายไปไหนได้ เพราะระยะทางจากจุดใดจุดหนึ่งย่อมมีค่าค่อนข้างแน่นอน แต่พอพักหลัง ๆ เริ่มมีการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ผมว่าเรื่องมันเปลี่ยนไป พอมีส่วนกลางมาก ๆ ขึ้น ส่วนห่างก็ถูกเลือนได้ การกระจายยิ่งมากขึ้น ๆ บ้านนอกอาจมีวันอันตรธานหายไปเหมือนอย่างผืนป่า !
    ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่น่าตกใจ อยากให้รัฐบาลออกกฏหมายคุ้มครองบ้านนอกไว้สักหน่อย แต่เราจำเป็นหรือที่ต้องสงวนพื้นที่บ้านนอกไว้ ไม่ให้ความเจริญทางวัตถุย่างกรายเข้าไปเปลี่ยนมัน ทำไมนะ ผมรู้สึกเป็นห่วงว่า ความบ้านนอกจะสูญสลาย แล้วมันจะไม่ดีตรงไหนหละ ใช่ไหม
    จากเคยเก็บผักผลไม้ในป่าชุมชนมากินไม่เสียเงิน - ก็ไปเก็บผักในห้างสรรพสินค้า มีของครบครัน แอร์เย็นฉ่ำ
    จากเคยเดินไปดูหมอลำบ้านเหนือ - ซื้อตั๋วที่โรงหนังเอ็มวีพี หรือจะซื้อวีซีดีมาดูที่บ้านก็เลือกตามชอบ
    จากเคยหากินกับความจริง จับปลาได้กินปลา ปลูกข้าวได้กินข้าว - หากินกับเม็ดเงิน ซึ่งวันดีคืนดีอืดเฟ้อไม่เป็นราคาซื้อหาอะไรไม่ค่อยจะได้
    ลองเลือกดูเอาเถอะครับ ว่าแบบไหนที่ถูกจริตของคุณ ผมเองวันหนึ่งเคยใช้ชีวิตแบบแรก ๆ ต่อมาก็เปลี่ยนแปลงมาเป็นอย่างหลัง บางครั้งก็รู้สึกอึดอัดเวลาขัดสนเงินทอง
    "โอ้ย ถ้าอยู่บ้านนอกนะ ... " ผมมักอุทานตอนไม่มีเงินติดกระเป๋า และพอต้นเดือนเวียนมาบรรจบ ผมก็ลืมบ้านนอกไปสิ้นอย่างเคย
    แล้วที่นี้ยังจะอยากสงวนบ้านนอกไว้หรือไม่ละครับ ทิ้งไว้ให้ท่านคิดแล้วกัน เพราะตอนนี้ที่ที่เคยต้องปีนต้นไม้หาคลื่นโทรศัพท์ตอนนี้คลื่นเต็มขีดแล้ว
    สุดท้ายผมขอแสดงความยินดียิ่งที่จะได้แนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับนิตยสาร "restroom" ฉบับปฐมฤกษ์ที่ท่านกำลังถืออยู่นี้ ในคอนเซปท์ เริ่มต้นเนื้อหาเล่มแรกด้วยกรอบ "บ้านนอกปฏิวัติ" อ่า ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมครับ ใครเป็นผู้ทำปฏิวัติ ปฏิวัติจากอะไรไปสู่อะไร ? ผมเองคงไม่ทะลึ่งเฉลยตรงนี้ให้เสียบรรยากาศในการอ่านเอาเป็นว่า รออ่านในฉบับก็แล้วกัน