...

posted on 12 Mar 2010 14:18 by weerabhat

โครงเรื่อง

 

 

 

เรื่อง สารคดีวิถีชีวิต

 

 

 

 

 

 

เสนอ

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธัญญา สังขพันธานนท์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จัดทำโดยกลุ่ม สบาย สบาย

 

นายพงษ์เทพ พนามวัง                      รหัสนิสิต 50010112553  LP

นายชัยวัฒน์ มาลาศรี                          รหัสนิสิต 50010112512   LP

นายวีรภัทร บุญมา                              รหัสนิสิต 50010124008 LP

นางสาวกาญจนา บุญกันหา              รหัสนิสิต 50010112545   LP

 

 

 

 

 

 

 

 

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรายวิชา การเขียนสารคดี

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 

 

 

ฉันจะฝันถึงเธอ

posted on 10 Mar 2010 14:44 by weerabhat

 

เมื่อตะวันลับลา ... ฟ้าก็หมองมืดมน ทนเงียบเหงา อ้างว้าง

เมื่อเธอลาลับไกล กลับอุ่นไอไม่สร่าง ... ใจฉันค้างเคียงเธอ

 

รู้หรือไม่ ว่าภายในดวงตาสองนั้น ฉันได้พบความอบอุ่นใจ

รู้หรือเปล่า...ว่าข้างในรอยยิ้มของเธอ  ฉันแอบเพ้อละเมอคร่ำครวญ .

... กลิ่นอบอวลอาย

 

อยากจะบอกซักคำ ฉันได้ถลำหัวใจ ตกอยู่ในความรัก

เมื่อตะวันนิทรา ฟ้าจะรอพบจันทร์ ... ฉันจะฝันถึงเธอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 10 Mar 2010 14:50:30 by ภัทร วีระ

          ความเชื่อที่มีมานานของชาวพุทธอย่างหนึ่งคือเรื่องกรรม เป็นสิ่งปลูกฝังอันหนาแน่นว่าชีวิตมนุษย์ผูกติดอยู่กับกรรม เช่นในบทสวดมนต์ก็มีคำที่ว่า เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม จะพ้นจากกรรมไปไม่ได้ คือทำอะไรลงไปจะได้รับผลแห่งการกระทำนั้นย้อนกลับมาเข้าตัวเอง เช่นว่า เอาหอกไปแทงเขาเดี๋ยวชาติหน้าหรือเวลาต่อ ๆ ไป ก็ต้องถูกเอาหอกแทงคืน เหมือนการเรียกเก็บกรรมแบบเงินกู้ หรือถ้าว่าเราทำกรรมดี เช่น ไปทำบุญทำทาน บริจาคเงินทองข้าวของ ผลกรรม(กรณีนี้มักว่าผลบุญ)ก็จะทำให้ได้ทรัพย์สินเพิ่มพูนขึ้น ฐานะมั่งคั่งมั่นคงขึ้นไปกว่าเก่า

                หากจะมองเรื่องกรรมให้เป็นวิทยาศาสตร์ก็เป็นหลักของแรงตามกฎนิวตันคือ แรงกิริยา = แรงปฏิกิริยา (action = reaction) เอามาเปรียบเทียบกันได้ในเรื่องกรรม ว่า เราทำอะไรไปเท่าไร สิ่งที่สะท้อนกลับมาก็จะมีค่าเท่ากัน เช่นเอามือไปตบหน้าเขา แรงกระทำจากมือที่ถูกแก้มก็สะท้อนกลับมาที่มือเท่ากันแก้มรับแรงกระทบเท่าไรก็จะย้อนกลับไปที่มือเท่านั้น เราจะจำกัดความของกรรมกันไว้เท่านี้เป็นยุติแล้วได้ไหม ?

คำตอบของท่านคงส่ายหัวว่าไม่ใช่เพียงเท่านี้แน่ เพราะคนที่โดนตบต้องเจ็บปวดและโกรธแค้น แล้วคนที่กระทำล่ะจะเป็นเช่นไร อาจจะรู้สึกสะใจ พอใจ หรือเสียใจ นี่เป็นเรื่องของความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ทีนี้คนที่โดนตบอาจจะปลอบตัวเองได้ว่าสักวันหนึ่งคนที่ตบฉันจะต้องได้รับผลอันนี้บ้าง คิดได้อย่างนั้นก็ไม่คิดจะตบคืน อยากให้ท่านสังเกตว่ากรรมได้สร้างผลการกระทำอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือแทนที่จะตบหน้าเขาคืนสักทีหนึ่งให้เท่ากันก็ไม่ทำ หรือจะเพราะด้วยอยากทำแต่ทำไม่ได้อาจเพราะคนตบเป็นครู ไปตบหน้าครูโดนไล่ออกจากโรงเรียนหรือเฆี่ยนหลังลายแน่ ผลการกระทำจะร้ายแรงไปกว่าเดิมก็ไม่จองเวร ก็เอากรรมมาปลอบตัวเองว่าสักวันกรรมจะตามทันคนที่ตบเรา

                วันหนึ่งครูคนนั้นถูกผัวเมาเหล้าตบเอา นักเรียนคนที่ตบก็ว่า “เห็นไหม กรรมตามทันแล้ว” คือครูรับผลแห่งการกระทำที่มาตบฉัน ขอให้ดูว่าเข้าใจและเชื่อว่า “กรรม” เป็นอย่างนั้นหรือไม่

แต่ถ้าในความคิดครูบอกว่าที่ทำไปเพราะรักนักเรียนอยากให้นักเรียนได้ดีล่ะ ครูสมควรได้รับผลของการกระทำนั้นในทางเดียวกันหรือ หันไปถามกรรมก็ยิ้มแล้วส่ายหัวบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะรับกรรมเช่นนั้น เพราะครูหวังดีกับเด็ก ๆ นะที่ตบไปอยากให้เด็กจำจะได้ไม่ทำผิด เหมือนกับแม่ตีลูก ๆ นั่นแหละ แม่จะได้รับผลกรรมถูกตีคืนได้อย่างไร แม่มีเจตนาดีอยากให้ลูกได้ดีจึงตี ขอให้ดูอีกทีว่าพอเจตนามาเกี่ยวข้อง “กรรม” เริ่มไม่ทำงานแล้ว

ไปดูอย่างคนฆ่าหมูในโรงฆ่าสัตว์ ต้องฆ่าหมูวันละสามสี่ตัว อย่างนี้ก็ว่าบาปกรรมหนาต้องโดนผลกรรมตามทันสักวันหนึ่ง เช่น ตายไม่ดี ก่อนตายมีเสียงร้อง อู๊ด ๆ อย่างทรมานเหมือนหมูโดนเชีอด ก็เคยได้ยินมา คนฆ่าหมูสมควรจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ต้องได้รับผลกรรมที่ฆ่าสัตว์หรือในเมื่อทำไปโดยหน้าที่ ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าหมู ขอให้ดูดี ๆ ว่าไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าหมูนี่เป็นไปได้อย่างไร ก็เห็นอยู่ว่าเอามีดแทงคอ ค้อนทุบหัวผลั่ก ๆ นี่ไม่ได้เจตนาจะฆ่าหมูหรือ ก็ต้องบอกว่าใช่ ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าหมู มีแต่เจตนาที่จะเอาหมูมาขายให้คนได้จับจ่ายไปบริโภค ขอให้ดูให้ดี คนฆ่าไม่ได้อาฆาตพยาบาทหมูตัวนั้นเลย หรือทำไปโดยหน้าที่ เหมือนกับตำรวจจับหมวกกันน็อคตามสี่แยกก็ไม่ได้มีเจตนาจะจับใคร เขาก็จับไปโดยหน้าที่ ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นลูกหลานใครเพียงแต่เห็นผู้ขับขี่จักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกก็ต้องโบกเรียกมาปรับตามกฎหมายอะไรก็ว่าไป การทำไปโดยหน้าที่อย่างสุจริตนั้นเวรกรรมจะตามมาห่ำหั่นได้หรือ แล้วยุติธรรมหรือไม่สำหรับคนฆ่าหมูที่ต้องฆ่าหมูให้ท่านกินแล้วต้องรับกรรมอยู่เพียงผู้เดียว คงเห็นแล้วว่ากรรมทำอะไรไม่ได้กับ 2 กรณีคือ ไม่มีเจตนา กับ ทำไปตามหน้าที่

เราจะเรียกได้ไหมว่าบุคคลที่ทำทุกอย่างไปตามนี้เป็นผู้อยู่เหนือกรรม ก็ต้องบอกว่าได้เลย เพียงเท่านี้แหละไม่รับผลอะไร จากกรรมทั้งนั้น แต่ถ้ามีความคิดแว๊บเข้ามาเมื่อไรว่า ตัวกูที่เป็นผู้กระทำนี่จะต้องได้รับผลกรรมแน่ เพราะทำอย่างนั้นมันบาปอย่างนู้น ผิดอย่างนี้ โดยเอาหลักทางศีลธรรมอย่างอื่นมาว่า แม้จะทำไปตามหน้าที่ทางสังคมก็ตามแต่ในหลักศีลธรรมเป็นสิ่งผิด นี่ก็เป็นความโง่ไปเองในการกลับเข้าไปผูกตัวเองไว้กับกรรม เพราะมีความเชื่ออันแน้นแฟ้นแล้วว่าอะไร ๆ มันเป็นไปตามกรรม แล้วโยงเอาความทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิตมาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างนั้นอย่างนี้ แม้บางครั้งจะดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ตามแต่ก็โทษว่าเป็นเพราะทำกรรมอันใดอันหนึ่งไว้ คนที่ทุกข์ยากลำบากโดยมากก็จมอยู่ในทุกข์ไม่ยอมก้าวออกมา ด้วยยอมรับแต่ว่า มันเป็นกรรมเก่า แล้วก็ทุกข์อยู่อย่างนั้นตลอดปี

ขอให้กลับไปสังเกตดูให้ดีว่าเนื้อแท้แล้วกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนกลัวเรื่องของการกระทำที่ไปเบียดเบียนผู้อื่นแล้วจะต้องได้รับการลงโทษจากผลกรรมที่ทำ ทำให้คนไม่กล้าเบียดเบียนกัน เป็นเรื่องของระดับศีลธรรม แต่ผลในความเชื่อผิด ๆ ทางศีลธรรมก็เห็นกันอยู่ดังที่ได้ยกมาคือทำให้จมอยู่แต่ในกรรม และไม่สามารถเข้าสู่ปัญญาที่แท้จริงได้ ขอให้ลองฟังกันอีชั้นหนึ่งว่า

“ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ไม่มีใครอยู่ที่นี่... แล้วทำไมจะต้องรับผลกรรม”

นี่คือคำกล่าวของท่านพุทธทาสที่ท่านได้เปิดทางปัญญาตามศาสนาพุทธอย่างเต็มส่วน คือทำให้คนพ้นจาก “กรรม” ไปได้ ดูโดยหลักการง่าย ๆ  เถอะว่า ถ้าไม่มี ”กู”ผู้ทำ แล้ว “กู” ที่ไหนจะมารับผลแห่งกรรมนั้น

แล้วจะทำให้ ”กู” หรือ อัตตา ตัวรับผลกรรมสลายไป ก็ต้องศึกษาตามวิธีอันละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปอีก ตั้งแต่เรื่องเบญจขันธ์ เรื่องอายตนะ หลักปฏิจสมุปบาท ไตรลักษณ์ และวิธีการทำให้รู้แจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อถึงจุดสูงสุดความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาคือเป็นผู้อยู่เหนือโลก ไม่ต้องรับกรรมและไม่ต้องมีทุกข์อีกต่อไป .